คำพยานชีวิต

.

คำพยานชีวิต นาย นเรศ  สุริยบุปผา 

          ชีวิตของข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวที่ยากจน พ่อของข้าพเจ้าเป็นคนติดยาเสพติดและไม่ยอมเชื่อพระเจ้า บ้านที่ อาศัยก็อยู่หลังคาบ้านก็ไม่ดี อาหารการกินก็ไม่พอกิน มีพี่น้อง 6 คนในครอบครัวก็ยากลำบาก ส่วนพ่อของข้าพเจ้าติดยาเสพติด นานเข้าร่างกายก็ติดเชื้อโรคทำให้พ่อข้าพเจ้าเสียชีวิตตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก หลังจากนั้นมีผู้รับใช้ของพระเจ้ามาบอกเรื่องของพระเยซูให้กับแม่ของข้าพเจ้าว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงรักเรายอมเพื่อเราตายแทนเราที่บนกางเขนแล้วฟื้นขึ้นพระชนม์ผู้ที่เชื่อในพระองค์นั้นจะได้รับชีวิตนิรันดร์ หลังจากนั้นคุณแม่ก็มารับเชื่อพระเจ้าทั้งครอบครัวส่วนข้าพเจ้าก็มารับเชื่อด้วยเมื่อรับเชื่อพระเจ้าแล้วมีสันติสุขมากพระเจ้าทรงประทานความชื่นชมยินดีในจิตใจให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเองอยากจะเรียนหนังสือให้สูงแต่คุณแม่ไม่มีเงินที่จะส่งข้าพเจ้าเรียนต่อข้าพเจ้าหาโอกาศที่จะเรียนต่อในตัวเมืองในอำเภออมก๋อยพระเจ้าก็เปิดโอกาศให้ข้าพเจ้ามาอยู่ในหอพักเด็กกำพร้าเมื่อมาเรียนที่อมก๋อยจบ ม.3 แล้วก็คิดอยากเรียนต่อสูงขึ้นอีกแต่ไม่มีทุนการศึกษาช่วงนั้นคิดมากจนต้องพบกับความเจ็บปวดในร่างกายสมองของข้าพเจ้าก็ปวด มากจนไม่รู้สึกตัวเขานำส่งข้าพเจ้าในโรงพยาบาลโดยไม่รู้สึกตัวเมื่อรู้สึกตัวในโรงพยาบาลแล้วอธิษฐานกับพระเจ้าว่าถ้าพระเจ้ารักษาข้าพเจ้าให้หายจากความเจ็บปวดข้าพเจ้าจะถวายชีวิตในการไปเรียนพระคริสตธรรมข้าพเจ้าก็ตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้าความเจ็บปวดของข้าพเจ้าก็หายทันทีหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ถวายชีวิตทั้งหมดให้กับพระเจ้าและเรียนต่อพระคริสตธรรมเมื่อจบจสากพระคริสตธรรมข้าพเจ้าออกมารับใช้พระเจ้าที่ ค.จ แม่ต๋อมก็พบกับปัญหาหลายอย่างเข้ามาในชีวิตข้าพเจ้าเผชิญกับสิ่งเหล่านั้นได้โดยที่พระเจ้าทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อชีวิตของข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้าอยู่เสมอเพราะพระคุณของพระเจ้าความรักของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามีชีวิตโดยพระเยซูคริสตร์ทรงอยู่ในใจข้าพเจ้าเพราะพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งของข้าพเจ้า ขอบคุณพระเจ้า

คำพยานชีวิตของโล่งใจ ติ๊บวัน

     ก่อนอื่นขอบคุณพระเจ้าและพระเมตตาและสัยติสุขจากพระบิดาเจ้าและพระเยซูเจ้าพระผู้เป็นเจ้าของเราจงดำรงอยู่กับแผ่นดินของพระเจ้า กระผมนาย โล่งใจ  ติ๊บวัน เกิดวันที่ 17 พ.ศ. 2526 ผมเกิดมาในครอบครัวที่เป็นคริสเตียนพ่อของผมได้นำผมเข้าคริสตจักรตั้งแต่เด็ก ๆ  จนผมดตเป็นวัยเข้าอนุชนได้และในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลลาที่ผมเจ็บที่สุดที่จะรู้ว่าพ่อแม่และพี่สาวจะออกจากการเป็นคริสเตียนเพราะทางครอบครัวนั้นมีปัญหาทำให้พ่อและแม่พี่สาวตัดสินใจออกจาการเป็นนคริสเตียนผมและน้องชายตัดสินใจไม่เดินในทางที่พ่อแม่เดินผมและน้องจึงเลือกเดินในทางของพระเจ้าเพราะชีวิตที่ผ่านมานั้นผมก็รู้ ดีว่าชีวิตที่มีอยู่นี้ก็โดยพระคุณของพระเจ้าต่ออมาผมได้ทมีโอกาสได้เข้าเรียเข้าพระคริสตธรรมและตลอดอยู่ในพระคริสตธรรมนั้นผมได้มีโอกาสบังเกิดใหม่กับพระเจ้าจริง ๆ และได้พบกับบพระองค์จริง ๆ และต่อมาได้มีโอกาสรับใช้พระเจ้าในขณะที่ผมรับใช้นั้นผมรู้ว่าคนที่อยู่เคียงข้างผมนั้นคือน้องชายของผมนี่เองและพ่อฝ่ายวิญญาณและสิ่งที่ขาดไม่ได้คือพระเจ้าที่ผมเชื่อองค์นี้คอยให้ทุก ๆ สิ่งที่คนอื่นไม่มีให้ บางครั้งในการรับใช้ของผมอาจจะทั้งปัญหาและน้ำตาหรือตวามท้อใจและไม่มีใครหนุนใจแต่ผมก็รู้ว่าพระเจ้าอยู่กับผมเสมอในยามที่ผมเจอกับปัญหาแตต่ในชีวิตและการอัศจรรย์ที่ผมได้เห็นในนชีวิตของผมนั้นก็มีหลายอย่างเช่นการเลี้ยงดูของพระเจ้าถึงแม้ทั้งครอบครัวจะมีเงินแค่ 2,700 บาท ก็ตามแต่ผมก็รู้ว่าพระเจ้าทรงชช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง และด้านสุขภาพด้านการรับใช้ ด้านสติปัญญาและอื่น ๆ อีกมากมายแต่ผมของบอกว่าสิ่งทื่ผมได้รับจากพระเจ้านั้นมากเหลือเกินถ้าเทียบกับการตายของพระองค์เพื่อผมและไม่สมควรที่จะได้มีโอกาสรับบใช้ถ้าพูดถึงชีวิตแต่สิ่งที่ผมทำได้ทุกวันนี้ทุกสิ่งที่ผมมีในชีวิตจะเป็นด้านอะไรก็ตามขออยู่เพื่อถวายเกียรติทุก ๆ สิ่งแด่พระเจ้าและสิ่งที่สำคัญในชชีวิตของผมในเวลาก็คือผมได้มีชีวิตทุกวันนี้ก็เพราะพระคุณของพระเจ้าและชีวิตที่เหลืออยู่นี้ผมขอรับใช้พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นตลอดชีวิตของผม

 

คำพยานชีวิต นายลอยพอ สุริยบุปผา

          ผมชื่อนายลอยพอ   สุริยบุปผา   มาจากหมู่บ้านสบลาน  หมู่  10  ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย  จังหวัดเชียงใหม่  ผมเกิดมาจากครอบครัวที่ไม่เป็นคริสเตียน   มีพี่น้องด้วยกันเจ็ดคน   ชายสี่คนและหญิงสามคน   ผมเป็นคนที่สามในบรรดาพี่น้อง  ตอนแรกผมนับถือศาสนาพุทธบวกกับนับถือผีและวิญญาณบรรพบุรุษ   พ่อผมเป็นหัวหน้าขอหมู่บ้านที่ทำพิธีต่างๆให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านสบลาน  ต่อมามีคริสเตียนเข้าไปประกาศ   คุณพ่อก็ต่อต้านอย่างแรงจนชาวบ้านที่เชื่อแล้วก็เลิกรับเชื่อเกือบหมด แต่พอมาถึงวันหนึ่งน้องของผมไม่สบายอย่างหนัก   รักษาอย่างไรก็ไม่หาย   พ่อจึงเรียกมิชชั่นนารีมา   เพื่อจะรับเชื่อพระเจ้า   มิชชั่นก็อธิษฐานเผื่อน้อง   พอรุ่งเช้าอีกวันหนึ่งน้องก็ดีขึ้น   และต่อมาทั้งครอบครัวก็ได้มารับเชื่อพระเยซู   แต่ตัวผมออกมาเรียนที่ในเมืองได้รับเชื่อทีหลัง   เมื่อรับเชื่อได้ไม่นานก็ได้เข้าเรียนพระคัมภีร์   แล้วก็ออกมารับใช้พระเจ้าจนถึงปัจจุบัน   ผมมีภรรยาชื่ออาจารย์วีณา และมีลูกด้วยกันสามคน   ปัจจุบันผมยังรับใช้ในคริสตจักรอมก๋อยและในพระคริสตธรรมอมก๋อย  

       ทั้งหมดนี้เพราะพระองค์มีแผนการในชีวิตและในครอบครัวของผมก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างโลกแล้ว   ที่จะเรียกผมและครอบครัวที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์   และชีวิตที่เหลือก็จะรับใช้พระองค์ตลอดไป

คำพยานชีวิตของนาย ธงชัย  โชคสรรค์สร้าง

  ข้าพเจ้า ชื่อ ธงชัย  โชคสรรค์สร้าง    ผมมีพี่น้องด้วยกัน  4 คน ผมเป็นคนโตและเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ไม่เชื่อพระเจ้า  ผมเติบโตด้วยการติดเหล้า บุหรี่ และการพนัน และเมื่อผมอายุได้ 21 ปี ผมมีปัญหาด้านสุขภาพ คือปวดตา แสบตา ทำให้ตาทั้งสองข้างแดง และไปรักษากับหมอหลายที่  หมอให้ยายอดตา และก็ไดทำพิธีทางศาสนา  แต่อาการยิ่งหนักขึ้น และในช่วงเวลานั้น  มีเพื่อนคนหนึ่งไม่สบาย และเมื่อเขามาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าก็รักษาเขาให้หาย  และผมก็เห็นถึงการอัศจรรย์ที่พระเจ้ารักษาเพื่อนของผมคนนั้น แล้วผมก็ตัดสินใจเชื่อพระเจ้า  โดยที่พ่อแม่และน้องไม่เชื่อ   แล้วผมไปโบสถ์และพี่น้องก็อธิษฐานเผื่อผม ภายในหนึ่งอาทิตย์ตาที่เจ็บของผมก็หายเป็นปกติ  นี่คือฤทธิ์เดชของพระเจ้าท่พระเจ้ารักษาผม หลังจากนั้นผมก็แต่งงานกับนางราตรี  แล้วมีบุตรด้วยกันสองคน   และในช่วงเวลานั้นพ่อแม่และน้องอีกสองคนก็มารับเชื่อพระเจ้า  และยังมีน้องอีกคนหนึ่งยังไม่เชื่อพระเจ้า  และยังอยู่ในคำอธิษฐานของผมอยู่เสมอ   และในปี 1997 ผมก็ถวายตัวไปเรียนพระคัมภีร์ระยะสั้นภายในหนึ่งปี ที่แม่สะเรียง  แล้วก็กลับมารับใช้พระเจ้าที่คริสตจักรแม่ต๋อม เป็นผู้ช่วยศิษยาภิบาลได้  6 ปี หลังจากนั้นในปี 2002 ได้เข้ามาเรียนต่อที่พระคริสตธรรมอมก๋อย ระยะ 3 ปี  เมื่อผมเรียนจบหลักสูตรแล้ว  ผมก็กลับไปดูแลคริสตจักรกะเบอะดิน  ปัจจุบันมีสมาชิก 65 คน รามทั้งเด็กและผู้ใหญ่  ก็ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณความรักของพระเจ้าที่พระเจ้ารักษาผมและเห็นถึงการเลี้ยงดูของพระเจ้าตลอดเวลา   ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

คำพยานของนายประจำ ปู่วัน      

        ผมชื่อ  นาย  ประจำ   ปู่วัน    ผมเกิดในครอบครัวที่ไม่เป็นคริสเตียน   ครอบครัวนับถือผี  เชื่อว่ามีผีบรรพบุรุษคอยอยู่ด้วย   ดังนั้นเมื่อเกิดว่ามีคนในครอบครัวไม่สบายก็เชื่อว่าได้ทำผิดต่อผีจะต้องเลี้ยงผีโดยการฆ่าไก่เป็นเครื่องเซ่นให้กับผี  เมื่อผมเริ่มโตขึ้นก็ได้ใช้ชีวิตเหมือนกับคนที่ไม่รุ้จักพระเจ้า  ไม่รู้ว่าการทำผิดเล็กๆน้อยๆ  นั้นจะเป็นสิ่งที่ผิดหรือบาป   คิดว่าสิ่งที่บาปนั้นคือการทำผิดที่ใหญ่โต  ดังนั้นก็เลยทำทุกอย่างที่อยากทำ  กิน  ดื่มทุกอย่างที่อยากกินอยากดื่ม  เมื่อเรียนจบชั้นประถมก็เข้าไปเรียนต่อในวัดและบวชเป็นพระด้วย    ผมเป็นพระและเรียนอยู่ในวัด  3 ปี  ซึ่งในช่วงเวลานั้นพ่อ  แม่และน้องของผมก็ได้กลับมารับเชื่อและได้อธิษฐานเผื่มเพื่อให้ผมกลับมาเชื่อพระเจ้า     ต่อมาผมก็ออกจากการเป็นพระและได้กลับมาอยู่บ้านและรับเชื่อตามพ่อ แม่  แต่ไม่ได้รู้จักพระเจ้าจริงๆ      หลังจากนั้น 1 ปี ก็มีคนแนะนำให้ไปเรียนพระคัมภีร์ผมก็ตัดสินใจเข้าไปเรียนดู   เวลานั้นเองทำให้ผมได้พบกับพระเยซูและได้บังเกิดใหม่ได้รู้จักพระเจ้า  หลังจากเรียนจบผมก็ตัดสินใจที่จะรับใช้พระเจ้าตลอดมาจนถึงบัดนี้    ซึ่งก็เป็นเวลา 10 ปีแล้ว  และตลอดที่ผ่านมาก็ได้เห็นความยิ่งใหญ่มากมายของพระเจ้า  ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกู้หรือการเลี้ยงดู   พระเจ้ากู้ครั้งที่สำคัญคือเรื่องลูกของผมเอง    ภรรยาผมคลอดลูกก่อนกำเนิด  เขาท้องแค่ 6 เดือนก็คลอดและลูกที่เกิดมีน้ำหนักแค่หนึ่งกิโลกับสามขีดซึ่งปอดก็ยังทำงานไม่ค่อยดีต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ   หมอบอกกับเราว่าอาจไม่รอด  เราก็ได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้า   และลูกของเราอยู่ที่โรงพยาบาลหนึ่งเดือนก็กลับมาอยู่ที่บ้าน   และเป็นปกติดีทุกอย่างและเราขอบคุณพระเจ้าวันนี้ลูกของผมมีอายุได้ 6 ปีกว่าแล้ว   และการเลี้ยงนั้นพระเจ้าได้ดูแลเราอย่างดีจนถึงทุกวันนี้

คำพยานชีวิตนาย นิรันดร์ กระดังงาพยุง

          จากชีวิตเริ่มต้นด้วยการไม่รู้จักพระเจ้า คือเพราะพื้นฐานครอบครัวนับถือผี บรรพบุรุษและรูปเคารพ และเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องราวของพระเยซูทั้งๆที่คนในหมู่บ้านเชื่อพระเยซูแล้ว แต่ตนเองก็ยังมีความคิดว่าการนับถือรูปเคารพที่เห็นด้วยตาและมีการเลี้ยงผีนั้นเป็นความจริง แต่เมื่อในปี 1996 ตัวเองก็เริ่มป่วยด้วยโรคต่างๆหลายอย่างและต้องออกไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่อาการก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย จึงไปหาหมอผีให้เขารักษาก็ไม่ดีขึ้น ไปหาเจ้าอาวาสในวัดให้รักษาก็ไม่ดีขึ้น พยายามหาคนที่รักษาด้วยไสยศาสตร์ก็ไม่ดีขึ้น จึงเลี้ยงผีบรรพบุรุษเดือนละสี่ครั้งทำให้ไก่และหมูที่ครอบครัวได้ลี้ยงเอาไว้นั้น ทำการเลี้ยงผีบรรพบุรุษจนหมด ส่งผลให้ครอบครัวต้องลำบากมาก ยิ่งไปกว่านั้นอาการก็ยิ่งทรุดหนักมากขึ้นด้วยซ้ำ  แต่สุดท้ายมีคนที่เราสนิทและญาติพี่น้องได้มาประกาศให้เชื่อพระเยซู แต่ผมก็ตัดสินใจแล้วว่าแม้ตัวเองจะเจ็บปวดมากแค่ไหนก็จะไม่เชื่อพระเยซู แต่ปรากฎว่าพ่อแม่พี่น้องของผมพวกเขาตัดสินใจที่จะเชื่อพระเจ้า  ผมจึงต้องยอมเชื่อตามครอบครัวของผม และในคืนแรกที่ให้สมาชิกมานมัสการที่บ้านและมีคริสเตียนอธิษฐานเผื่อผม ในคืนนั้นโรคที่เป็นอยู่เกือบปีได้หายภายในคืนนั้น ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าพระเยซูมีจริง เพราะที่ผ่านมาได้พยายามรักษามาตลอดแต่ไม่หาย แต่เมื่อได้อธิษฐานต่อพระเยซูก็ได้รับการรักษาจนหายดี 

 ปี 1997 ข้าพเจ้าได้ถวายตัวเรียนพระคัมภีร์ที่พระคริสตธรรมอมก๋อย และหลังจากที่เรียนจบก็ได้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา ปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าได้รับใช้พระเจ้า เป็นศิษยาภิบาลที่คริตจักรกิ่วลึก เป็นเวลา 10 ปีมาแล้ว และได้เห็นการอวยพรและการช่วยเหลือจากพระเจ้าเสมอ และพระองค์ก็ทรงอวยพรงานรับใช้ตลอดมา

คำพยานชีวิต (นายโยซอ  อำรุงสาคร)

          ผมชื่อนายโยซอ  อำรุงสาคร  อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ 14 บ้านยางเปาเหนือ  ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ผมมีพี่น้อง 8 คน  ผมเป็นคนที่ 5 และครอบครัวของผมเป็นครอบครัวที่ยากจน  พ่อแม่ทำงานหนักมากแต่ก็ไม่พอกินเพราะพี่น้องเยอะ  พ่อแม่ปลูกข้าวไร่แต่ข้าวไร่ก็ให้ผลผลิตที่ออกมาไม่ค่อยดีในแต่ละปีก็ไม่พอกิน  ผมก็โตขึ้นมาด้วยความอดอยาก  แต่มีวันหนึ่งพ่อแม่เจอปัญหาที่ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้  และปัญหานี้เองได้นำพ่อแม่ได้แสวงหาพระอื่น โดยการเลี้ยงผีใช้ไสยศาสตร์  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะช่วยครอบครัวในการแก้ปัญหาได้ 

ตอนที่ผมเป็นเด็กนั้นผมไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพระเยซูคริสต์มาก่อน  และมีวันหนึ่งพ่อแม่ผมบอกว่าให้พวกเรามาเป็นคริสเตียน  แต่ผมก็ไม่สนใจ  แล้ววันหนึ่งอาจารย์ลอยพอ   ได้ประกาศข่าวประเสริฐให้ฟัง  และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนพ่อแม่นำลูกๆมาเป็นคริสเตียนกลับมารับเชื่อพระเจ้า  แต่คนที่ไม่เป็นคริสเตียนไม่ชอบหน้าเราเลย  ตอนเด็กๆนั้นเพื่อนด้วยกันเขาไม่ชอบเราเพราะเราเป็นคริสเตียน  และมีวันหนึ่งผมอยากจะเรียนหนังสือผมก็มีโอกาสที่เข้ามาอยู่ที่หอพักและได้เรียนหนังสือ  อยู่ๆผมก็มีความคิดขึ้นมาว่าพระเจ้ามีจริงหรือเปล่า ก็เลยอธิษฐานกับพระเจ้าว่า ถ้าพระเจ้ามีจริงให้ผมได้รู้จักกับพระองค์เป็นการส่วนตัวด้วย  แล้วมีอยู่วันหนึ่งในช่วงเดือนเมษายน  ผมไปโรงเรียนและเที่ยงของวันนั้นผมกลับมาจากโรงเรียนและผมได้ยินเสียงมีคนเรียกชื่อผมว่า โยซอ โยซอ  ผมหันกลับไปดูข้างหลังไม่มีใครเดินตาม  แล้วผมก็เดินต่อไปอีก  มีคนเรียกชื่อผมอีก โยซอ โยซอ ในทันใดนั้นผมก็หยุดเดินและผมได้ยินเสียงไพเราะมาก  ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน  ผมก็ยืนตรงและหลับตา  ผมเริ่มสั่นและร้องไห้เสียงดัง  และเสียงร้องไห้ของผมนั้นดังกว่าที่ถูกพ่อแม่ตีผมเสียอีก  ผมก็รู้สึกกลัวและหลังจากนั้นผมก็เริ่มแสวงพระเจ้าโดยการอธิษฐานและอ่านพระคำของพระองค์มากขึ้นโดยที่ไม่มีใครสอนผมในจุดนี้  บางครั้งผมอ่านพระคัมภีร์เหมือนกับว่ามีคนนั่งอยู่ใกล้ๆผมและอธิบายพระคัมภีร์ที่ผมกำลังอ่านอยู่  ผมรู้สึกแปลกดี  และเมื่อผมอ่านพระคัมภีร์ผมเห็น

พระเยซูตายแทนผมจริงๆและแต่ละวันผมก็เริ่มรู้จักพระเจ้ามากขึ้น  ผมได้พบกับพระเยซูเป็นส่วนตัว  ผมลืมวันนั้นไม่ได้เลยจนถึงทุกวันนี้ยังอยู่ในใจของผมเสมอ  พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งการอัศจรรย์จริงๆ  ครอบครัวของผมพ่อแม่พี่น้องก็อยู่ดีกินดีขึ้นกว่าเดิม  พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่ช่วยกู้ครอบครัวของผม  และมีวันหนึ่งผมก็ตัดสินใจไปเรียนพระคัมภีร์  ถวายตัวในการรับใช้พระเจ้าเต็มเวลา  และผมก็ได้เรียนรู้กับพระเยซูคริสต์หลายอย่าง  และมีวันหนึ่งผมอธิษฐานร้อนรนมาก  ผมอธิษฐานกับพระเจ้าว่า พระเจ้าใช้ข้าพระองค์เถิด  พอผมอธิษฐานแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก   มีวันหนึ่งผมได้ยินเสียงตรัสว่าเรามีหลายสิ่งที่จะบอกแก่ท่าน  แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไม่ได้  แต่ตอนนี้และเวลานี้ผมอธิษฐานเผื่อเรื่องนี้อยู่  ผมอยากจะรู้ว่ามันแปลว่าอะไร

ผมบอกกับพระเจ้าว่าชีวิตที่เหลืออยู่นี้ขออยู่เพื่อที่จะรับใช้พระเจ้า  ปัจจุบันผมรับใช้อยู่ที่คริสตจักรบ้านใหม่พลังสามัคคี  ผมหวังว่าต่อไปการรับใช้พระเจ้านั้นพระเยซูเป็นผู้นำผมในการรับใช้เพื่อการฟื้นฟูคริสตจักร  และเป็นพระพรแก่คนอื่นด้วย  ผมขอบคุณพระเจ้ามากวันนั้นถ้าผมไม่ได้ยินเสียงนั้น  ผมจะเป็นอย่างไรและทุกวันผมเดินตามเสียงที่ได้ยินนั้น  ขอบคุณพระเจ้า.

คำพยานชีวิตของนาย ไชยยา  อัครปิตา

กระผมชื่อนายไชยยา  อัครปิตา เกิดเมื่อวันที่ 1มกราคม 2526 ที่หมู่บ้านแม่ต๋อม อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มีพี่น้องด้วยกัน 3 คน หญิง 2 คน และชาย 1 คนซึ่งคือกระผมเองเป็นคนสุดท้อง ส่วนหญิง 2 คนนั้นคือพี่สาวผมทั้งสอง ปัจจุบันพ่อและแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่ เป็นผู้ปกครองคริสจักรที่บ้านหมู่บ้านแม่ต๋อม แต่ส่วนที่ได้มารับเชื่อในพระเยซูนั้นผมไม่ได้เป็นคริสเตียนตั้งแต่กำเนิด ผมได้มาเชื่อได้มาเป็นคริสเตียนนั้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2536  ด้วยสาเหตุเพราะแม่ของผมป่วยหนักมาก  คนในหมู่บ้านที่เห็นอาการของแม่ต่างก็เป็นห่วงและไม่มีความหวังที่จะรอดเลย พ่อก็พยายามทุกวิถีทางที่จะให้แม่หายอย่างเช่นไปหา หมอผี ร่างทรง พระสงฆ์และอีกหลายคนที่มีชื่อเสียงเก่งในด้านคาถาอาคม และเสียเงินเป็นจำนวนมากเละต้องยืมเงินจากญาติพี่น้องด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่หายยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม แต่ในสมัยนั้นลุงของผมที่เป็นคริสเตียนได้บอกให้พ่อผมมาเชื่อในพระเยซู แต่พ่อของผมไม่ฟังเลยเพราะอีกอย่างหนึ่งพ่อของผมเป็นเคร่งในการเข้าวัดมาก เป็นกรรมการหมู่บ้านเป็นกรรมการของวัดด้วย ทำหลายอย่างเพื่อวัดซึ่งวัดเข้ามาในหมู่บ้านยังไม่นาน แต่สุดท้ายแม่ก็ยังไม่หาย พ่อก็ไปหาคนดูลายมือหรือดูดวงอีกครั้งว่า การป่วยของแม่จะทำอย่างไรต่อไปหมอดูดวงคนนั้นดูแล้วบอกว่า ไม่มีทางอื่นแล้ว นอกจากจะมาเป็นคริสเตียนหมอคนนั้น ก็บอกด้วยถ้าไม่เป็นคริสเตียนแม่ต้องตายแน่ พ่อก็กลับมาคิดทั้งๆที่เคยต่อต้านมาตลอด เมื่อเห็นอาการของแม่ทรุดหนักก็ยอมมารับเชื่อในพระเยซู เมื่อครอบครัวรับเชื่อได้หนึ่งสัปดาห์แม่ก็หายเป็นปกติอย่างไม่น่าเชื่อแต่ก็ไปแล้วจากนั้นพ่อไม่เคยลังเลอีกเลยในการเชื่อพระเยซูจนถึงปัจจุบันและในเวลานี้พ่อก็ถวายตัวรับใช้พระเจ้าที่ทำได้ในคริสจักรเป็นผู้ปกครองที่เอาจริงเอาจังและเข้มแข็งผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อแม่ของผมและพ่อผมเองเคยเป็นที่ต่อต้านมาก่อนพอรับเชื่อเป็นคนที่เอาจริงเอาจังมากที่สุดคนหนึ่ง เมื่อคิดถึงอดีตที่ผ่านมาผมขอบคุณพระเจ้าเพราะเป็นพระคุณและแผนการของพระเจ้าต่อครอบครัวและชีวิตของผมด้วย แต่ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวคือพ่อและแม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผมเท่าไหร่เพราะความคิดของผมมาเชื่อนั้นมาเชื่อตามพ่อแม่เท่านั้น เพราะผมมีความคิดตลอดว่าเมื่อจบ ป.6 ที่บ้านจะลงมาเรียนที่วัดในเชียงใหม่เป็นสามเณร เพราะเคยเห็นและมีคนในหมู่บ้านลงมามากมายผมก็อยากจะลงมาเรียนด้วย เมื่อเรียนจบ ป.6 ในปีพ.ศ.2538  ช่วงปิดเทอมมีเพื่อนถามว่าจะไปไหมจะได้รู้จำนวนที่แน่นอน ผมบอกก็จะไปด้วยทั้งที่พ่อแม่ห้ามไว้ไม่อยากให้ไปเรียนเป็นสามเณรเพราะครอบครัวเป็นคริสเตียนและอีกอย่างในหมู่บ้านก็มีการขยายโอกาสถึงม. 3 แล้วเรียนในบ้านก็ได้ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่ แต่ผมก็ยังไม่ฟังผู้รับใช้ในเวลานั้นคือ อ.นเรศ สุริยบุปผา ก็บอกชักชวนให้ไปไหนมาไหนกับเขาเพื่อไม่อยากให้ผมไปเรียนในเชียงใหม่แต่ความคิดของผมก็ไม่เปลี่ยนยังไงๆก็จะไปเพราะเป็นคริสเตียนมา 2 ปีพระวจนะของพระเจ้าไม่เข้าในใจเลยรู้เท่านั้นเพราะไม่เคยเปิดใจอย่างแท้จริงเลย ในใจมีแต่จะบวชเป็นสามเณรเท่านั้นเมื่อเรียนจบเพราะคิดว่า 1.มีเพื่อน  2.สบายและ 3.อาหารก็ดี  เพราะเคยไปมาแล้วตอนเช้าออกตักบาตรแล้วเรียนมีอาหารแห้งเก็บไว้ตลอดถ้ากลับมาที่บ้านเอามาฝากพ่อแม่ได้ด้วย แต่ก็เป็นความคิดที่ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า

          แต่ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับแผนการในการทรงเลือกและเรียกชีวิตของผม เพราะมีอยู่วันหนึ่งผมได้อ่านใบปลิวที่ อ.นเรศ เอามาฉบับหนึ่งมีใจความเกี่ยวกับความรอดในพระเยซู เขาเล่าว่ามีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเป็นคนหลายสาขาอาชีพได้ลงเรือเพื่อชมทะเลชมเกาะต่างๆ แต่พอถึงกลางทะเลเรือก็แตก พอเรือแตกทุกคนต่างก็พยายามเอาตัวรอด แต่ไม่มีใครคนไหนมีกำลังพอที่จะว่ายน้ำมาถึงฝั่งได้ แต่ก็มีคนหนึ่งมากับเรือเมื่อเห็นคนจมน้ำก็ได้อ่านวิธีการว่ายน้ำ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้เลย และเรือมาอีกลำหนึ่งเอามือยื่นให้คนจมน้ำจับแล้วเขาก็ช่วยพยุงขึ้นเรือพาไปถึงฝั่ง ในใบปลิวเขาเปรียบเทียบศาสนาคำสอนต่างๆกับพระเยซู เมื่อผมอ่านจบรู้สึกคำพูดเหล่านั้นแทงที่หัวใจถ้ามีพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยแล้วเราจะแสวงหาอีกทำไม ศาสนาอื่นจะช่วยอะไรได้นอกจากพระเยซูผู้เดียวเท่านั้น ตั้งแต่วันนั้นผมก็เปิดใจยอมที่จะเรียนรู้และอยากจะรู้จักกับพระเยซูองค์นี้มากที่สุด ผมเปลี่ยนความคิดที่จะไม่ไปเรียนบวชเป็นสามเณรอีก มีความคิดใหม่ถ้าเรียนจบม.3 แล้วจะไปเรียนพระคัมภีร์ที่พระคริสธรรมพะเยา อย่างอ.นเรศ และในปีนั้นเองก็ตัดสินใจรับบัพติศมาในน้ำ  เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม2538 แต่เมื่อเรียนต่อ ม. 3 แล้วก็เรียนไม่จบเนื่องจากไม่อยากเรียนอยากช่วยพ่อแม่เพราะพี่สาวก็มีครอบครัวแยกย้ายกันไปหมดแล้วเหลือ3 คนในบ้านพ่อแม่และผมเมื่อผมออกจากโรงเรียนพ่อแม่ไม่เห็นด้วยเพราะอยากให้เรียนแล้วไปเรียนพระคัมภีร์ตามที่มีเป้าหมายแต่ผมก็ไม่ฟัง หลังจากนั้นพระเจ้าทรงเรียกผมชัดเจนอีกครั้งเมื่อปี 2543 เพราะในคริสจักรขาดผู้นำ ขาดผู้รู้ในพระคัมภีร์ผมก็ตัดสินใจไปเรียนพระคัมภีร์ระยะสั้นที่แม่สะเรียงเป็นสถานอบรมคริสเตียนเป็นเวลา 8 เดือนเมื่อผมเรียนจบ

ทางผู้ปกครองให้ผมไปดูแลคริสจักรลูกคือ คริสตจักรบ้านห่างหลวง ในช่วงที่รับใช้ในคริสตจักรเป็นเวลา 6 ปีครึ่ง ในช่วงเวลานั้นก็มีการตั้งพระคริสต์ธรรมอมก๋อยเกิดขึ้น ผมก็เรียนด้วยรับใช้ด้วยเมื่อเรียนจบผมก็ย้ายมารับใช้ที่หอพักเนินพระพรเป็นเวลา 2 ปีแล้วเนื่องจากขาดบุคลากรในหอพักและผมก็มีภาระใจอยู่กับเด็กด้วย ในปัจจุบันผมและครอบครัวภรรยาชื่อนางสุกันยา  อัครปิตา ซึ่งผมมีลูกสาว 2 คนคนแรกมีอายุได้  6 ขวบชื่อด.ญ.นิสากร  อัครปิตาและคนที่ 2 มีอายุได้ 7 เดือนชื่อ ด.ญ.สิริกร  อัครปิตา ในอนาคต ถ้าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าผมอยากตั้งหอพักสำหรับเด็กกำพร้า เด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสจริงๆเพื่อเปิดโอกาสเด็กๆเหล่านี้อยากจะสอนพระวจนะให้เขาด้วยและอยากจะสอนจริยธรรมคุณธรรมในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันซึ่งในสังคมได้ขาดหายไปแล้ว